[ToB] [O] Event 1.2

posted on 12 Aug 2015 22:15 by darkodin in Fiction

 

0.


ข้าทำไม่ได้...แม้แต่จะพลิกตัวมองท้องฟ้า


ข้าทำไม่ได้...แม้แต่จะมองหน้าเขา


ข้าทำไม่ได้...แม้แต่จะกลั้นน้ำตา


ทำไมตัวข้าช่างอ่อนแอ ทำไมหัวใจข้าถึงได้ปวดร้าว


ทำไมข้าถึงลังเล..




...ทำไมข้าถึงลงมือ...





....




1.


ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...



เสียงเคาะที่แสนคุ้นเคยปลุกให้ข้าตื่นจากฝัน เสียงเคาะเดิมๆของคนคนเดิมที่ทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเรียกให้ข้าลืมตาขึ้นจากนิทรา เสียงนั้นไม่หยุด มันยังคงดังเป็นจังหวะเดิมๆ...ที่ข้าจำได้ขึ้นใจ



ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...



วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์ปกติ ไม่ได้ร่าเริงเกินไป ไม่ได้หดหู่เกินไป และจะดังอยู่แบบนั้นจนกว่าข้าจะเดินไปเปิดประตู


...เอาจริงๆการที่ต้องฟังเสียงเคาะนั่นมาประมาณสองร้อยกว่าวันก็ทำให้ข้าเริ่มชินชา แต่บางครั้งมันก็น่าหงุดหงิดอยู่ดี


และเอาตามตรง ข้าไม่ได้รังเกียจเขา..ไม่เคยรังเกียจ ก็แค่ไม่พอใจ


ไม่พอใจเพราะครั้งแรกที่ข้าพบเขามันทำให้ข้านึกถึงความอับอายเมื่อปีก่อน


ความอับอายที่ติดอยู่ในความทรงจำของข้า มากซะจนข้าแทบไม่กล้าเดินเฉียดผ่านร้านขายคทาร้านนั้นเสียด้วยซ้ำ แม้จะมั่นใจว่าไม่มีใครที่จำข้าได้ แต่ข้าก็....ยังคงอับอายอยู่ดี



และแม้ไวล์ลีจะบอกว่าข้ากังวลมากเกินไป แต่เขาก็ทำแค่หัวเราะ


บางครั้งพี่ก็ไม่ช่วยอะไรข้าเลย




ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...



รูมเมทของข้าเริ่มแต่งตัว พ่อค้าอัญมณีจากแอเรียสนั่งหวีผมในยามเช้า ผมของเขาเป็นสีดำอมม่วง ทิ้งน้ำหนักยาวลงมาจรดเอว มันทำให้ข้ารู้สึกว่ามันดูราวกับเส้นไหม ในขณะที่เตียงอีกฝั่ง จิตรกรแห่งเอเธนส์ก็เริ่มเตรียมสีและกระดาษใส่กระเป๋า เขาจัดการมันอย่างเชื่องช้า ไม่เร่งรีบอันใด


ห้องของข้า..


พวกเราแทบไม่พูดคุยกันซักเท่าไหร่ราวกับว่าความเงียบคือสิ่งที่เชื่อมพวกเราเข้าไว้ด้วยกัน อยู่กันอย่างเงียบๆ ใช้ชีวิตกันแบบเรียบง่าย นั่นแหละคือเรื่องปกติสามัญที่พวกเรากระทำอยู่ในทุกๆวัน ตั้งแต่ปีที่แล้ว ยาวเลยมาจนถึงปีนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป


ความสงบ..ข้าชอบมัน


มันทำให้จิตใจข้าสงบนิ่งมากขึ้น ถ้าไม่มีเสียงเคาะประตูนั่นรบกวนละก็..




ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...



ข้าเริ่มเช็คของในกระเป๋าเป้ของข้าอีกครั้ง หนังสือเรียนและกล่องดินสอยังคงอยู่ดี การบ้านและรายงานก็อยู่ในนั้น เมื่อเช็คทุกอย่างครบแล้วข้าก็หันไปคีบเจ้าตุ๊กตาผ้าที่ยังคงนอนหลับอุตุแล้วหย่อนมันใส่กระเป๋าหนังสือ แร็กกี้ส่งเสียงอืออาแต่ก็เหมือนจนยังไม่ตื่นจากนิทราดี บางทีข้าก็สงสัยว่าส่วนประกอบของมันมีอะไรบ้าง แม้ว่าข้าจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเองก็ตาม..



แร็กกี้...หากนับว่าสิ่งที่อยู่กับข้า เล่นกับข้ามาตลอดก็คือเพื่อน ถึงจะไม่ใช่คนแต่มันก็ถือเป็นเพื่อนตัวแรกของข้า


เจ้าก้อนผ้านี้เป็นตุ๊กตาตัวแรกที่ข้าทำให้มันมีชีวิต มันพูดมาก ใสซื่อ และร่าเริง



เหมือนเด็ก



น่ารำคาญ..แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้าก็เอ็นดูอยู่ลึกๆ....



อาจจะเพราะมันชอบส่งเสียงเจือแจ้ว แม้จะน่ารำคาญในหลายๆครั้ง แต่มันก็ถือเป็นสิ่งล้ำค่า..



ล้ำค่ามากสำหรับข้า




ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...



ข้าเริ่มสวมรองเท้าและคว้าที่คาดผมมาใส่ที่คอ ใส่ถุงมือ ตรวจดูสภาพทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนก้าวไปเปิดประตู เฮมุส ซีก ยืนอยู่ตรงนั้นตามที่คาด อีกฝ่ายยิ้มกว้างทักทายข้าในยามเช้า เชิญชวนข้าไปทานข้าวเหมือนดังเช่นทุกวัน...และไม่มีอาการเจ็บมือแสดงให้เห็นทั้งที่ข้าคิดว่าข้าทำโน่นนี่นานพอตัวอยู่


แต่ก็เอาเถอะ..พรุ่งนี้ยังมี



และหากเป็นในปีที่แล้วข้าก็คงหัวเสียที่ได้พบเขา แต่ในตอนนี้ความรู้สึกข้ากลับเรียบเฉย ไม่ได้ยินดี ไม่ได้จงเกลียดจงชัง


ก็แค่เฉยๆ...



หรือข้าควรจะรู้สึกอะไรที่มากกว่านี้


อย่างความเป็นเพื่อน..




แต่ข้าคิดว่า ช่างมันเถอะ





เฮมุส ซีก เป็นเด็กขัดเรือ


เป็นเจ้าชาย


เป็นโจรสลัด


เป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่ไม่ได้เหนือความคาดหมาย


เพราะข้าไม่เคยคิดว่าคนคนนี้จะเป็นสิ่งที่ "คาดหมายได้" เหมือนกับคำว่าอนาคต.. อาจจะมีบ้างที่ข้าคาดเดาอารมณ์ของเขาได้จากเสียงเคาะประตู แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง


คาดเดาไม่ได้เหมือนกับชีวิต..เหมือนกับสิ่งที่มองไม่เห็น


เหมือนกับทุกๆคน


ไม่ได้เลย






....แต่นั่นก็...ช่างมันเถอะ...




2.


สำหรับโครเซ่ เกนส์ ข้าได้พบเขาตั้งแต่ปีที่แล้ว



ข้าพบเขาตั้งแต่วันแรกที่ข้าก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียนเอดินเบิร์กตอนที่พยายามจะลองเดินสำรวจรอบโรงเรียนและหลงทาง



ชายผมดำคนนั้น...เขากรีดอายไลน์เนอร์สีแดงที่ใต้ตา เด่นชัดจนทำให้ข้าเผลอนึกถึงตุ๊กตาที่ข้าเพ้นท์สีแต้มใต้ตาเพื่อขับให้มันดูเด่นชัดและดูมีเสน่ห์หา แต่...อีกฝ่ายไม่ใช่ตุ๊กตา และเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง


แต่เรื่องรสนิยมของเขานั้น...ข้าก็ไม่ได้ติดใจอะไร


เช่นเดียวกับในวันที่เขาสั่งตุ๊กตาจากข้าในช่วงเกมพระราชาของก่อนปิดเทอม



ตุ๊กตาผ้าขนาดเท่าฝ่ามือ....ตุ๊กตาราคาสี่สิบคราว์น


.....ตุ๊กตา....ตัวแทนของผู้ชายคนนึง.....



ถึงมันจะเป็นเรื่องที่..ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ท่านแม่ก็เคยบอกว่าลูกค้านั้นมีความต้องการที่ต่างกัน ข้าเพิ่งได้เข้าใจเรื่องนั้นก็วันนี้ เรื่องของรสนิยมและความต้องการพวกนั้นเป็นเรื่องที่ข้ารู้สึกแปลกใหม่นัก แต่ข้าก็ควรจะเก็บความสงสัยของข้าไว้แต่เพียงผู้เดียว


เพราะหน้าที่ของพวกเราคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข มีรอยยิ้มกับสิ่งที่ได้รับ


เพราะเช่นนั้นข้าจะพยายามทำให้เต็มที่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่เขาจ่ายมา แม้ว่าข้าจะไม่ค่อยเข้าใจคำสอนของท่านแม่นัก แต่ข้าก็คิดว่าตนเองทำมันออกมาดีที่สุดแล้ว


.....ข้าหวังว่าข้าจะทำมันออกมาได้ดี


ข้าหวังว่าเขาจะพอใจ



ถึงแม้ว่า..ข้าจะปล่อยให้เขายืนรอข้าที่หน้าโรงเรียนมาเกือบสามเดือนก็ตามเพราะซีกและมิลฟอร์ดพาข้าที่กำลังแฮงค์ขึ้นมังกรบินไปแกรนไลน์โดยไม่ถามความสมัครใจของข้า และถึงแม้ว่าตุ๊กตาแค่ตัวเดียวดูจะช่วยอะไรไม่ค่อยได้ แต่มันก็ดีกว่าไม่มีอะไรให้เขา




แต่...เขาโกรธข้า ถึงเขาจะบอกว่าเขาไม่ได้ไม่พอใจอะไร แต่ข้าก็รู้สึกว่าเขาโกรธข้า


ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาเขาพูดจาประชดประชันข้าถึงได้รู้สึกเจ็บอยู่ลึกๆในอก บางทีมันอาจจะเป็นความรู้สึกที่เรียกว่า "ความรู้สึกผิด" ก็เป็นได้ มันเจ็บจี๊ดๆและทำให้ข้าทำตัวไม่ถูก


เกนส์...ไม่ยอมรับว่าโกรธ ไม่ยอมรับว่าไม่พอใจ



แต่ข้ารู้ แม้ว่าอาจจะมีใครมาบอกข้าทีหลังว่าข้ารู้สึกไปเอง


แต่เกนส์แสดงมันออกมาอย่างชัดเจน และมันทำให้ข้าไม่รู้ว่าตัวข้าควรจะทำยังไงต่อไป




ข้าจึงลดราคาตุ๊กตาให้เขาครึ่งราคา แม้จะรู้ว่ามันอาจจะไม่ช่วยอะไรข้าเลยก็ตามที





...




3.



ข้ายืนจ้องมองพระอาทิตย์บนฟากฟ้า มันช่างสุขสว่างเจิดจ้า ยามเผาผลาญข้าให้เป็นจุล


แสงนั้นเมื่อครั้งหนึ่งมันเคยอบอุ่น อ่อนนุ่มละมุน และดูอ่อนโยนเหลือเกิน


แต่ในยามนั้น มันกลับร้อนฉ่า เปลวไฟจากฟากฟ้า เริ่มเผาไหม้ข้าให้ตายทั้งเป็น


ดวงตาของข้าเริ่มมองไม่เห็น ก่อนมันจะเปลี่ยนเป็นหยาดโลหิตสีแดง



ข้าไม่รู้ว่าตนควรจะทำเช่นไร กับดวงตาของข้าที่ลุกเป็นไฟ


และมันได้ระเหิดหายไป พร้อมกับลมหายใจของตัวข้าเอง




...




"....ออน.. ออริออน"



ข้าพลิกตัวหันกลับไปตามเสียง `พระอาทิตย์` ดวงนั้นแย้มยิ้มให้ข้าด้วยแววตาสดใส รอยยิ้มของเขาสว่างจนข้าต้องหรี่ตามอง เขายังคงพูดจาเจือยแจ้ว..เหมือนเดิมและไม่เคยเปลี่ยน แต่ไนต์คงไม่รู้ว่าเสียงของเขาที่กำลังพร่ำเรียกชื่อข้าซ้ำๆมันทำให้ข้าหวาดกลัวเมื่อนึกย้อนถึงยามที่เขาเรียกชื่อข้าในยามที่ตัวเขานั้นล้มลง


ภาพของเขาในตอนนั้นข้าจำได้ขึ้นใจ เลือดที่ไหลเจิ่งนองบนพื้นกระดานจากตัวเขาปะปนไปกับเลือดของข้าที่ล้มลงเช่นกัน


เบี้ยเปิดสนามที่ตายพร้อมกันบนกระดาน


แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าหวาดกลัว



หมากกระดานเกียรติยศที่สู้และเดิมพันกันด้วยตราพระราชา เมื่อปีที่แล้วข้าไม่มีความรู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโค่นคู่ต่อสู้หรือโดนคู่ต่อสู้โค่นออกจากสนาม ปีที่แล้วข้าไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีทั้งนั้น


แต่ในปีนี้...


ข้ามีความรู้สึกที่เรียกว่า `ความหวาดกลัว`



หวาดกลัวที่ต้องสู้กับเขา...



"ขอโทษนะ" ข้าบอกเขา สัมผัสได้ว่าเสียงของตัวเองเบาจนแม้แต่ตัวเองยังแทบไม่ได้ยิน ถึงเขาจะบอกว่าไม่เป็นอะไรและมันเป็นแค่เกม แต่สำหรับตัวข้าแล้วมันไม่ใช่


"นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าลงมือกับเพื่อน ข้าก็ต้องเครียดสิ" ข้าเงยมองเขาและเผลอขึ้นเสียงโดยไม่รู้ตัว "มันเป็นเกม ข้ารู้.. แต่เจ้าล้มลงไป ....มันทำให้ข้ากลัว" เสียงข้าเริ่มเบาลง ข้าก้มหน้า



"...ถ้าเจ้าไม่ตื่นละ...จะทำยังไง"



เพื่อนคนแรกของข้า.. เพื่อนคนแรกที่เป็นคนไม่ใช่ตุ๊กตา มีเลือดเนื้อ...มีหัวใจ


ถ้าเขาตายลงไปข้าจะทำยังไง...



แค่ตอนที่เขาล้มตรงหน้าข้า..ข้าก็รู้สึกเหมือนแสงนั้นดับ มันมืดมิดไปหมด


และเขาทำให้ข้าหวาดกลัว......ข้าไม่ควรจะกลัวใช่ไหม?



เพราะเขาสัญญากับข้า..ว่าจะไม่ตาย


แต่หากมองดูอีกทาง ตัวข้าก็อาจจะผิดที่เอา `หน้ากาก` มาใส่.. หน้ากากที่ราฟาเล่จะต้องสวมทุกครั้งเมื่อได้รับคำสั่งให้ลงมือ `ทำงาน` เพื่อตอกย้ำว่าต้องกำจัดเป้าหมายให้ได้ ตอกย้ำว่าต้องตัดลำคอนั้นออกจากตัว



และใส่มันเพื่อปกปิดความรู้สึกของตัวข้า




ปกปิดน้ำตา...ของตัวข้าเอง



....




"งั้น...นายมีอะไรจะพูด ก่อนเราจะออกไปแบ่งกันเชียร์ทีมตัวเองข้างนอกรึเปล่า?"


ไนต์ที่ช่วยพยุงข้าพยักพเยิดไปทางประตูที่มีเสียงเฮลอดเข้ามา ข้าทำเพียงขยับตัวออกจากเขาแล้วพยายามทรงตัวให้ดีๆ ไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้น


แต่มันเจ็บ...แผลที่หมอนั่นทำ มันยังคงเจ็บ...



"ขอบคุณที่พาข้ามา แต่ข้าจะไม่ยอมให้ทีมข้าแพ้ทีมเจ้าแน่..อรามิส ไนต์"


ข้ามองเขา จ้องเขา...ใจหนึ่งก็อยากจะสู้กับใจตัวเอง ไม่อยากอ่อนแอให้เห็น ไม่อยากทำให้ปราการปราชญ์ต้องเสียชื่อ ไม่อยากจะให้มันจบเพราะตัวเองไม่ยอมที่จะสู้..


แต่อีกใจหนึ่ง.....ข้าก็ลังเล



"พูดได้ก็พูดไป..." อีกฝ่ายแสยะยิ้ม วูบหนึ่งแววตาของไนต์ส่องประกายเหมือนเช่นตอนที่อยู่ในสนามประลอง "แล้วจะได้รู้กัน ว่าดาบของประชาชน คมกว่ามีดตัดกระดาษของปราชญ์เยอะ"


"เพราะพูดได้ ข้าก็เลยพูด" ข้าขยับที่คาดผมมาเสยผมตัวเองขึ้น ในวูบหนึ่งนั้นตัวข้ารู้สึกไม่อยากยอมแพ้เขาขึ้นมาในทันที "ข้ารู้สึกแย่ที่ทำร้ายเจ้า.. แต่การสู้กับเจ้ามันทำให้ข้าสนุก ถ้าครั้งหน้าเราได้พบกันอีกข้าจะไม่ลังเลและเป็นห่วงเจ้าอีก"


"พูดได้ดี... ถ้าคราวหน้านายออมมือ ฉันจะโกรธบ้างก็แล้วกัน"


คำพูดของไนต์ก่อนผลักประตูสนามเปิดออกทำให้ข้ารู้สึกสั่นไหว...เป็นครั้งแรกที่ข้าไม่มั่นใจในคำพูดของตัวเองขนาดนี้


เขาจะโกรธข้าหากข้าออมมือ....



....แล้วข้าละ จะกล้าทำตามที่พูดไปจริงรึเปล่า จะกล้าลงดาบใส่เขาอีกเป็นครั้งที่สองรึเปล่า...



...นี่ข้าขุดหลุมฝังตัวเองทำไมกัน...



ในขณะที่ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ร่างของเขาก้าวเข้าสู่แสงตะวันและเสียงโห่ร้องที่โถมเข้ามาพร้อมๆกันในขณะที่ข้าก้มหน้ามองมือตัวเองก่อนมองแผ่นหลังของเขา



มือข้ากำแน่นขึ้น




"...แสบตาชะมัดเลย"



เจ้าช่างแสบตานัก...


...อรามิส ไนต์...




4.


"มากกว่านี้..."


ข้าได้ยินเสียงกระซิบจากด้านข้าง แต่เมื่อหันกลับไปสิ่งที่ได้รับคือความเจ็บปวดที่หน้าผาก ไวล์ลีหัวเราะ เขาดีดหน้าผากข้าแรงจนข้ารู้สึกเหมือนสมองข้าโดนกระทบกระเทือนอย่างแรง


"เก่งให้มากกว่านี้ ฝึกให้มากกว่านี้.. ปีที่แล้วเจ้าก้าวไปข้างหน้าแล้ว แต่ทำไมปีนี้เจ้าถึงตกลงไปในหลุม" พี่ส่ายหน้า มองข้าที่ลูบหน้าผากตัวเองพลางคิดว่าคงจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่แล้วเขาก็ยื่นมือให้ข้า รอยยิ้มนั้นอ่อนโยน..หากไม่นับแววตาที่ยังคงเรียบเฉย


ข้ามองมือของเขา แต่ยังไม่จับมัน


"จับมือของข้า แล้วข้าจะดึงเจ้าขึ้นมา.. หลุมลึกนั้นมีแต่ความเจ็บปวดออริออน หลุมที่เรียกว่า 'เพื่อน' น่ะ.." เสียงของพี่เนิบช้า...ข้ารักเสียงของไวล์ลีมาก แต่ครั้งนี้ข้ากลับรู้สึกไม่อยากที่จะฟัง


"ถ้าเจ้ายังมัวแต่ปิดตาเดินอยู่แบบนั้น เจ้าจะยิ่งทรมานนะออริออน"



พี่เป็นห่วง...ข้ารู้ พี่ห่วงข้า


ข้ารู้ว่าพี่ดูข้าแข่งหมากกระดาน


ข้ารู้ว่าพี่รู้....


...แน่ละ พี่รู้ทุกอย่างเสมอ


ทุกอย่างของข้า



....แต่...



...แค่ครั้งนี้...



"มากกว่านี้...ไวล์ลี" ข้าเงยมองเขา ความรู้สึกเจ็บปวดในอกยังคงอยู่ มันเจ็บ...แต่ข้าก็ยังคงพูดต่อไป "ข้าอยากจะรับรู้ให้มากกว่านี้.. อยากจะเข้าใจให้มากกว่านี้"




เขามองข้า..




"มากกว่านี้...อย่างที่พี่ว่า" แต่ข้ายังคงพูดต่อ แม้จะเห็นประกายเรืองๆในดวงตาคู่นั้น "ข้าอยากจะลองมีเพื่อนให้มากกว่านี้ พี่จะไม่ว่าข้าใช่ไหม ถ้าข้าอยากจะลองเดินต่อไปให้มากกว่าก้าวเดียว"



"งั้นเหรอ"


เสียงพี่ที่ตอบกลับมาเรียบสนิท เรียบเฉยจนน่ากลัว




แล้วข้าก็ได้ยิน...เสียงโวยวายที่ดีงคุ้นหู


เสียงที่ข้าจำได้ขึ้นใจ



เสียงของ...




"แร็กกี้.."



ข้ามองพี่ รอยยิ้มของพี่ที่มีให้ข้ายังคงเหมือนเดิมในขณะที่พี่หยิบแร็กกี้ออกมาจากกระเป๋าข้างเอว


ตุ๊กตาตัวน้อยๆยังคงขยับ



'..ออริออน'



มันขยับ....เรียกชื่อของข้า



"พี่จะทำอะไร..."



"เจ้าบอกว่า 'มากกว่านี้' ไม่ใช่เหรอ อยากจะมี 'เพื่อน' มากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ" ไวล์ลีแสร้งถาม เสียงนั้นสูง...ราวกับเย้ยหยัน พี่ยิ้มกว้าง มือนึงจับหัว มือนึงกำที่ตัว ตุ๊กตาในมือพี่ร้อง...ร้องดัง ดัง....



'ออริออน ออริออน.. ออริออน....ช่วยเค้าด้วย..!!'




"แต่ถ้ามีเพื่อนเป็นคนแล้ว..."



"ไม่...ไวล์ลี..." ข้าเผลอเอื้อมมือจับที่คอของตัวเอง หัวใจข้าสั่น





"งั้น 'ตุ๊กตา' เด็กเล่น.. ก็คงไม่จำเป็นอีกแล้วใช่ไหม"




'ออริออน ไวล์ลีจะทำอะไร ออริออน...เค้ากลัว เค้ากลัว'




'ออริออน เค้ากลัว'






'....ออริออ...........น'





"ไม่.. ไม่นะ พี่.. ไวล์ลี! อย่า...!!!!"





ปึ๊ด..




5.


ดาบที่ถูกปาใส่พี่ถูกปัดทิ้งไป ข้าหันไปมองตามทิศทางนั้นก่อนจะพบกับ..


"ซีก..."


"เฮมุส ซีก แห่งปราการปราชญ์.. เห็นทีจะไม่มีใครสอนว่าควรปฏิบัติอย่างไรกับรุ่นพี่สินะ และนี่เป็นเรื่องของครอบครัว อย่ายุ่ง"


"ราฟาเล่แห่งป้อมอัศวิน" ซีกเดินยิ้มๆเข้ามาหาข้า ก่อนจะยกมือโอบไหล่ข้า...วางตัวเหมือนสนิทนักหนา แต่สายตาเขาก็มองแค่พี่ข้าอยู่ดี "เห็นทีจะไม่เคยมีใครบอก ว่าห้ามรุ่นพี่รังแกรุ่นน้อง" หมอนั่นเหยียดยิ้มอีกที "แต่หมาคงไม่รับรู้อะไรสินะ แหม แหม" แล้วมันก็จุ๊ปาก


"ซีก..เจ้าว่าพี่ข้า..."


"แล้วรุ่นน้องที่ปาดาบใส่รุ่นพี่ก่อนละควรจะเรียกว่าอะไร" ข้าหันไปมองไวล์ลีอีกครั้ง แร็กกี้ในมือพี่นิ่งไปแล้วแม้ว่าหัวนั้นจะยังต่ออยู่กับตัว แต่นุ่นที่ทะลักออกมาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย


ไวล์ลียังคงยิ้ม แต่ข้ารู้ว่าพี่กำลังโกรธ ส่วนหมอนี่....มันกำลังสนุก



ซีกถอนหายใจ...ข้าคิดว่าเขาถอนใจใส่ข้าเรื่องที่ข้าขัดเขา "ปกป้อง" มันยักคิ้ว "ปกป้องออริออน ราฟาเล่(เหยื่อ)ของข้า"


"เดี๋ยวก่อนนะ..." ข้าพยายามจะขัด แต่สองคนนี้ดูไม่ฟังข้าเลย


"ตุ๊กตาตัวนั้น รุ่นน้องขอได้ไหมรุ่นพี่"


ในเมื่อพวกเขาไม่ฟังข้า ข้าก็เลิกที่จะกล่าวแย้งอะไรทั้งสิ้น ข้ายืนเงียบ สายตาเหลือบมองไวล์ลีที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล


"ไม่ได้.. ทำไมข้าต้องให้เจ้าด้วย"


สิ้นเสียงปฏิเสธของพี่ ซีกคว้าคอของข้าทันที พร้อมเอามีดที่ไม่รู้ว่าเหน็บไว้ตรงไหนมากดคมลงบนคอของข้า แว่บหนึ่งข้าเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของมัน และข้ารู้สึกได้ว่าเลือดที่คอข้ากำลังไหล



..ข้าควรจะขัดขืนรึเปล่า..


"งั้น...น้องชายกับ...ตุ๊กตา?"


..ยังก่อนก็ได้...



ไวล์ลีหรี่ตามองทันที ข้าสะดุ้ง สายตาของพี่เย็นเฉียบ แต่พี่ก็ยังคงเงียบอยู่อย่างนั้น ในขณะที่ซีกยังคงยิ้ม ก่อนจะกดปลายมีดเข้าไปลึกกว่าเดิม



..ข้าเจ็บ..กดแรงชะมัด ความจริงจงใจอยู่สินะ..


อ่อ..ข้าลืมไป หมอนี่คือเฮมุส ซีก..


"นั่นสินะ น้องชายจะมีค่าขนาดนั้นได้ยังไง แย่จังความรักของพี่น้อง"


"ปล่อยมือ..." ไวล์ลีเปิดปากพูดอีกครั้ง เสียงของพี่เนิบช้าแต่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ "เดี๋ยวนี้"


ซีกหัวเราะแล้วตีหน้าเศร้า เป็นใบหน้าโศกเศร้าที่ดูยังไงก็เสแสร้งแกล้งทำ...และข้าเห็นจนชินเสียแล้ว ไม่รู้สึกแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของความสงสาร และข้าก็คงไม่สงสารมันหรอก คอข้ายังโดนมันเอามีดจ่ออยู่เลย


"ดูสิออริออน แค่ให้เลือกระหว่างนายกับตุ๊กตาพี่ชายนายยังเลือกไม่ได้เลย"


ทีเรื่องแบบนี้ละมาคุยกับข้า.. แต่ยังไม่ทันที่ข้าคิดที่จะตอบหรือว่าอะไรเขา ตุ๊กตาผ้าในมือพี่ก็โดนปาใส่ข้าเต็มแรง โชคยังดีที่มือของซีกล็อกคอข้าไว้ เขาปล่อยมือมาคว้าตุ๊กตาตัวนั้นทันที เฉียดใบหน้าข้าไปเพียงนิดเดียว หมอนั่นเก็บมีดเข้าที่ขณะที่ข้าลูบคอของตัวเองเบาๆแล้วมองของเหลวสีแดงบนฝ่ามือ



"สงสัยความรักของพี่น้องคงมีแค่นี้" มันยังคงย้ำ..ไม่รู้จะย้ำไปเพื่ออะไร แล้วมันยังพยายามยัดแร็กกี้ใส่ไปในกระเป๋าในกระเป๋ากางเกงของมันอีก


..นั่นตุ๊กตาของข้านะ...



ข้าหันกลับไปมองไวล์ลี...


พี่ไม่พอใจ...มาก แต่ไม่ได้พูดอะไร นอกจากแค่ปรายตามองพวกข้าและก้าวยาวๆจากไป


"อย่าร้องไห้สิราฟาเล่" ซีกถอนหายใจ เขาหยิบตุ๊กตามาดูอีกครั้ง เมื่อพบว่ามันยัดได้ไม่หมดทั้งตัว แล้วเขาก็ยัดมันลงผ้าผูกเอวแล้วห่อไว้แทน เขายิ้มให้ข้าที่ยังจ้องเขาอยู่ตรงนั้น


"คนที่แกล้งเจ้าได้มีแค่ข้าเท่านั้น~♥"


ทิ้งท้ายเสร็จมันก็จากไป


"ข้าไม่ได้ร้องไห้!" ข้าขึ้นเสียงทันทีที่ประมวลผลทุกอย่างเสร็จ "ข้าไม่ใช่ของเล่นของเจ้าซีก และเอาตุ๊กตาคืนข้ามา!"


อีกฝ่ายไม่ฟังข้า.. มันไม่เคยฟังข้าอยู่แล้ว


ข้าเหลือบไปมองตามทางที่พี่ชายเดินจากไปเล็กน้อยก่อนรีบสาวเท้าตามมันไป แต่ยังไม่มันจะได้คว้าตัวมันเอาไว้ มันก็เดินหายลับไปในฝูงชนเสียแล้ว




6.


ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...


ข้าเอื้อมมือไปเปิดประตูในตอนเช้า ความไม่พอใจของข้าแล่นริ้ว แต่ยังไม่ทันที่ข้าจะเอ่ยปากถามถึงเจ้าก้อนผ้างี่เง่านั่น ซีกก็ยื่นมันกลับมาคืนข้า มันโดนมัดปาก มัดตัว...คงไปทำตัวน่ารำคาญใส่ห้องนั้นมาสินะ ข้าเข้าใจ


ข้ามองมันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดึงผ้ามัดปากนั้นออก


'ออริออน.. ออริออน!' มันส่งเสียงเจือแจ้วทักทายข้าทันที 'นี่ๆ ผู้ชายคนนั้นเขาช่วยเย็บคอให้-----!'


แล้วข้าก็โดนซีกผลักกลับเข้าไปในห้อง ก่อนประตูห้องข้าจะถูกกระแทกปิดลง...ด้วยมือของคนที่อยู่นอกประตู


'..ให้เค้าด้วยละ' แร็กกี้ต่อจนจบประโยค



แต่ข้ายังคงยืนอยู่ตรงนั้น กระพริบตามองบานประตูที่ถูกประแทกปิดลงไปแล้ว เสียงกระแทกเท้าตึงตังจากข้างนอกบอกให้รู้ว่าผู้จากไปนั้นมีอารมณ์เช่นไร





....แล้วข้าก็หัวเราะ



หัวเราะดังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนแม้แต่รูมเมทของข้าก็ยังตื่นขึ้นมาดู



'ออริออน..?'



ข้ายังคงหัวเราะ




ให้กับหน้าแดงๆเพียงแว่บเดียวของอีกฝ่ายที่ข้าได้เห็น





ข้ายังจำได้ถึงวันที่มันมาแย่งเตียงของในเช้าวันนั้น


"ใครกันที่บอกว่างานเย็บผ้าเป็นงานของผู้หญิง"


ข้าก้มมองแร็กกี้ในมือ เจ้าตุ๊กตาเอียงคอมองหน้าข้า ข้ามองรอยเย็บหยาบๆบนลำคอของมัน



"เฮมุส ซีก" ข้าส่ายหน้า รู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังยกยิ้ม "งานของผู้หญิง แต่เจ้าก็ทำได้นี่นา"







----------------------------------------

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในปีนี้

- เดาอารมณ์ เฮมุส ซีก จากการเคาะประตู

- ความรู้สึกผิด...เป็นแบบนี้

- การลงมือกับเพื่อน ยังไงก็ทำได้ลำบากอยู่ดี


อื่นๆ

- ความจริงโครเซ่ไม่ได้ยืนรอสามเดือนหรอก แต่โครเซ่บอกออริออนแบบนั้น ออริออนเลยคิดว่าเป็นแบบนั้น

- บทนี้โผล่แค่ไวล์ลี เพราะเชสเรียนจบไปแล้ว และไวล์ลีก็ปี7 แล้ว (ช่างเป็นตัวประกอบที่เด่นเกินหน้าเกินตา)

- เฮมุสช่วยเย็บคอของแร็กกี้ให้ และอายที่แร็กกี้บอกออริออนว่ามันเย็บให้นั่นอหละ (ก่อนหน้านี้มีเฮมุสเคยว่าออรี่อยู่ว่าการเย็บผ้าเป็นงานของผู้หญิง)

- ออริออนหัวเราะดังขนาดนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าเรียนรร.พระราชาฯมา


Tags: tob 1 Comments

Comment

Comment:

Tweet

แร๊กกี้น่ารัก ออริออนน่ารักกว่าาาาาาา
/ทุบโต๊ะปึงๆๆๆๆ

#1 By Tatsuya★17 on 2015-08-13 14:18