[ToB: Event 1.1] One Step Forward..

posted on 30 Jul 2015 13:45 by darkodin in Fiction

credit: @mydiary9933 

 

0.


ตั้งแต่เกิดมา ข้ามักใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่หลังกระจกในร้านขายตุ๊กตาของแม่ มองดูคนภายนอกเดินผ่านไปมา มองดูรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กวัยเดียวกันจากที่ตรงนั้น..


ข้าเฝ้ามอง..และไม่เข้าใจ


เหตุใดแววตาของพวกเขาถึงได้สดใสยิ่งกว่าลูกปัดสี

เหตุใดรอยยิ้มเหยียดกว้างเหล่านั้นถึงช่างดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า..

เหตุใดพวกเขาจึงดูส่องประกาย ระยิบระยับเสียเหลือเกิน..


เหตุใดพวกเขาถึงต่างจากข้า….

….ต่างจาก 'พวกเรา'



ด้วยความไม่เข้าใจ ข้าจึงเอ่ยปากถามไวล์ลี... พี่คนรองของข้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม เขาฉุดมือพาข้าเดินผ่านกำแพงหิน ผ่านผู้คนจนไปถึงที่ทำงานของท่านพ่อ



"ยิ่งสดใสมาก ก็จะยิ่งหม่นหมองง่าย"



ไวล์ลีกอดข้าเอาไว้ ชี้ชวนให้ข้ามองดูชายคนหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่แทบเท้าท่านพ่อ


ดวงตาคู่นั้นไร้ประกาย มันซีดจางและว่างเปล่าเหลือเกิน



"เพราะเขาตายแล้ว" ข้าเงยหน้าบอกพี่ กระพริบตาด้วยความสงสัยว่าทำไมไวล์ลีถึงพาข้ามาที่นี่ ถ้าท่านแม่รู้ขึ้นมาคงไม่ชอบใจแน่ๆ


"สักวันทุกคนก็จะเป็นแบบนี้" ไวล์ลีโยกตัวข้าไปมา รอยยิ้มของเขาไม่เปลี่ยน ไม่เคยเปลี่ยนไปเหมือนกับแววตา...เหมือนท่านพ่อ เหมือนเชส... แต่ต่างจากท่านแม่ รอยยิ้มของไวล์ลีเหมือนหน้ากาก ต่างกันแค่มันถูกเย็บติดใบหน้าของเขา แต่ข้าก็ไม่เคยรังเกียจ "ทั้งเจ้า ทั้งข้า"


"หมายถึงตายน่ะเหรอ"


"ใช่แล้ว" เขาลูบหัวข้า แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ


"ถ้าตายไป พวกเราจะมีคนร้องไห้ให้พวกเราไหม... จะมีคนหัวเราะใส่รึเปล่า" ข้ามองไวล์ลี จับแขนเขาที่กอดคอข้าเอาไว้ "พวกเขาจะเยาะเย้ยเราไหม.. พวกเขาจะจดจำเราได้รึเปล่า"


"นั่นสินะ" ไวล์ลีทำท่าคิด แต่ข้ารู้ว่าเขามีคำตอบอยู่แล้ว.. พี่ชายหมุนตัวข้าให้มองเขาก่อนที่เขาจะนั่งชันเข่าเพื่อเงยมองข้า และจับมือข้าเอาไว้ "แต่เรื่องนั้นเจ้าจะไปสนใจมันทำไมกัน ชีวิตของพวกเรามีไว้ก็เพื่อตาย และความตายก็คือความสงบ.. เจ้าจะไปสนใจทำไมว่าจะเกิดอะไรต่อจากนั้น เพราะพวกเราจะไม่รู้สึกอะไร... ไม่ว่าพวกเขาจะว่าอะไร พวกเราก็จะไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว"


"แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าถ้าตายไปแล้วจะไม่รู้สึกอะไร" ข้าสวนคำถามกลับไป "แล้วทำไมพี่ถึงไม่สนใจว่าถ้าพวกเราตายไปแล้วคนอื่นเราจะมองพวกเราแบบไหน พวกเขาจะรู้สึกยังไง แบบนั้นมันน่าเศร้าเกินไปไม่ใช่เหรอ"


รอยยิ้มของไวล์ลีเหยียดออก แต่ข้ามองเห็นเงาของตัวข้าฉายชัดในดวงตาคู่นั้น


เหมือนกับกระจก


อารมณ์ของข้าถูกสะท้อนออกมาให้เห็น แต่อารมณ์ของพี่นั้น...ไม่มี


"เพราะพวกเราไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนั้น"


คำพูดของพี่...เหมือนคำพูดของท่านพ่อ พวกเราไม่ใช่คนตัดสินความเป็นความตายของใคร แต่พวกเราคือผู้ตัดชะตาของคนเหล่านั้น...แต่ไวล์ลีนั้นตลกร้าย มันไม่มีทางที่คำพูดจะจบลงเพียงเท่านั้น



ไวล์ลีพยักเพยิดไปที่ศพไร้หัว ตาคู่นั้นเหมือนกำลังมองพวกเรา เหมือนกำลังฟัง..กำลังให้ความสนใจ


"ใบหน้าของชายคนนั้นแสดงความเจ็บปวดอยู่อีกไหม"


"ไม่"


"เขาดูเหมือนมีความรู้สึกอยู่อีกไหม"


"....ก็ไม่"


"ใช่ไหม.. แล้วเจ้าจะไปสนใจทำไมว่าคนอื่นจะมองเจ้ายังไง" แล้วพี่ก็จิ้มนิ้วแรงๆกับหน้าผากของข้า "มีแค่สายตาที่เจ้าใช้มองตัวเอง แค่นั้นก็พอแล้วละออริออน"






1.


ตอนที่ยังเด็ก ข้าชอบที่จะเกาะกระจกหน้าต่างและทอดสายตามองไปด้านนอก


มองผู้คนที่แย้มยิ้มกันอย่างมีความสุข

มองดูเด็กวัยเดียวกันหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน


ข้ามองดูพวกเขาอยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวเท้าออกจากร้านไปหา

และพวกเขาก็ดูจะมองไม่เห็นข้า..


เพราะอย่างนั้นข้าจึงทำเพียงเกาะกระจกมองอยู่แบบนั้น...และรอคอยจนกว่าจะถึงเวลาที่พี่ๆเดินทางกลับมา


....


"พี่...เพื่อนคืออะไรเหรอ"


ครั้งหนึ่งข้าเคยถามคำถามนั้นตอนอยู่กับเชสสองคน มีไม่บ่อยนักที่พวกเราจะได้อยู่กันตามลำพังโดยไม่มีไวล์ลี...หรือไม่ก็มีแค่ไวล์ลีแต่ไม่มีเชส แต่เพราะแบบนั้นข้าเลยยิ่งต้องถาม เพราะคำตอบของทุกคนจะไม่เคยตรงกัน แต่ถ้าไวล์ลีอยู่ด้วยเชสก็จะปล่อยให้ไวล์ลีพูดเพียงคนเดียว



พี่ชายคนโตของข้าเพียงแค่เลิกคิ้วประหลาดใจ พี่ยังไม่ได้พูดอะไรแต่ข้าก็รู้ว่าพี่กำลังรอให้ข้าอธิบายว่าทำไมข้าถึงได้ถามคำถามนี้ออกมา


"เพราะข้าได้ยิน"


ข้าเริ่มเล่าในขณะที่มือยังไม่หยุดจัดการกับตุ๊กตาที่กำลังเย็บอยู่ "เมื่อเช้ามีคนเข้ามาซื้อตุ๊กตาในร้าน เขาบอกจะเอาไปให้เพื่อนในวันเกิด" ข้าเย็บตาของมันเข้ากับเนื้อผ้า กระดุมสีส้มมันวาวถูกเย็บติดบนผ้าที่จะใช้ทำเป็นหัว


"มีหลายคนพูดถึงคำว่าเพื่อน ข้าเลยลองเปิดหาหนังสือดู แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ"


"แล้วในนั้นเขียนว่ายังไง"


"เพื่อน หมายถึง ผู้รักใคร่ชอบพอกัน ผู้สนิทสนมคุ้นเคยกัน" ข้าตอบเขา ดึงเข็มให้ด้ายตึงแล้วขยับมืออีกครั้ง "ในหนังสือบอกว่าเพื่อนมีหลายแบบ ข้ารู้ว่าเพื่อนคือคนที่วิ่งเล่นด้วยกันแบบเด็กๆข้างนอกร้าน แต่ที่ข้าไม่รู้คือทำไมข้าถึงมีไม่ได้"


เชสนิ่งเงียบไปนานอย่างใช้ความคิด พี่ชายลูบผมข้า "เพราะสึกกวันนึง เพื่อนๆนั้นจะทำให้เจ้าเสียใจ"


"ข้าไม่เข้าใจ...ไวล์ลีก็มีคนที่มาหา พี่เองก็มีเหมือนกันไม่ใช่เหรอ คนที่ชวนพี่ออกไปข้างนอกน่ะ"


"พวกเราเป็นเพชฌฆาตออริออน" เสียงของเชสสงบนิ่ง ในขณะที่ข้าเผลอปักเข็มเข้าไปในนิ้วมือของตัวเอง เขายื่นมือขอดู "เจ้ายังเด็ก จิตใจเจ้ายังไม่มั่นคง...เพราะอย่างนั้นเจ้าจึงไม่สมควรจะมี"


"มันเกี่ยวอะไรด้วย" ข้าส่งมือให้พี่หลังจากดึงเข็มออก เชสไม่พูดอะไรนอกจากลุกไปหยิบพลาสเตอร์และเดินกลับมา


"เจ้ากล้าตัดคอคนพวกนั้นไหม"


"...ข้า.."


"ข้ากับไวล์ลี ต่อให้คุยกับคนพวกนั้นมากขนาดไหน ต่อให้พวกเรามีความสุขกันมากแค่ไหน แต่ถ้าพวกเขาถูกส่งมาที่ลานประหารพวกข้าก็พร้อมจะตัดด้ายชีวิตของพวกเขา"


ข้ามองเลือดที่หยดลงบนโต๊ะไม้ ปิดปากและนิ่งเงียบ


"มนุษย์ไม่ใช่ตุ๊กตา" พี่ชายยังคงพูดต่อไปขณะที่นั่งทำแผลให้ข้า "ต่อให้เจ้าตัดหัวตุ๊กตาไปมันก็ยังเย็บต่อกันได้ แต่มนุษย์นั้นไม่ใช่.. ถ้าเจ้าตัดหัวพวกเขา ต่อให้เจ้าจะพยายามต่อหัวใหม่อีกกี่ครั้งพวกเขาก็จะไม่สามารถลุกขึ้นมาพูดคุยกับเจ้าได้อีก เพราะพวกเขาตายไปแล้ว และชีวิตจะไม่มีวันถูกเรียกกลับคืนมา"


"พวกเราเป็นเพชฌฆาตนะออริออน การหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์กับผู้คนเป็นสิ่งที่สมควรที่สุด การผูกพันธ์มากเกินไปจะทำให้เป็นทุกข์" พี่มองข้า...แววตาของพี่นั้นอ่อนลง "เจ้าต่างจากพวกข้า เจ้าเฝ้ามองผู้คน เจ้าเฝ้าสังเกตอารมณ์ของพวกเขา.. เจ้าโหยหาในคนเหล่านั้น แต่พวกข้าไม่อยากเห็นเจ้าเสียใจ"



คำของเชสทำให้ข้าคิด...ทำให้ข้าเริ่มตั้งคำถาม


ครั้งหนึ่งนั้นพี่เคยฆ่าเพื่อนตัวเองไหม พี่เคยตัดคอพวกเขารึเปล่า

แล้วหากพี่เคย พี่เสียใจบ้างไหม พี่ร้องไห้บ้างรึเปล่า

ข้าอยากจะรู้ว่าพี่รู้สึกแบบไหน รู้สึกยังไง


แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้ถามพี่ออกไป เพราะข้ากลัวกับคำตอบที่ตัวเองจะได้ฟัง



แต่...



"ข้าก็แค่เหงา"


ข้าบอกพี่ เสียงของข้าเบาจนแม้แต่ตัวเองก็ยังแทบไม่ได้ยิน ไหล่ข้าห่อลง ข้าก้มหน้าไม่กล้าสบตาเขา...ข้ากลัวว่าพี่จะดุข้า เพราะข้ารู้ว่าพี่ห่วง..แต่ข้าก็ยังอยากที่จะมี


"อีกไม่นานพี่ก็จะไปเรียนที่เอดินเบิร์กแล้ว ปีต่อมาไวล์ลีก็จะตามพี่ไป...แล้วข้าก็จะอยู่คนเดียว" แต่พอได้พูดแล้วข้าก็หยุดไม่ได้ หยุดไม่ได้อีกแล้ว "พวกพี่ทิ้งข้าไว้ที่นี่ ท่านแม่ไม่ให้ข้าออกไปไหน ท่านพ่อเองก็ไม่อยากให้ข้าผูกพันธ์กับใครมากเกินไป ตุ๊กตาพวกนี้คุยกับข้าไม่ได้.. แล้วพี่จะให้ข้าทำยังไง.....!"


"ก็ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น"


คำตอบของเชสทำให้ข้าหยุดชะงัก ข้ารู้สึกได้ถึงอ้อมกอดอุ่นๆของเขาที่กอดข้าเอาไว้ เขาลูบหัวข้าอย่างเบามือ มันทำให้ข้าอยากร้องไห้


"ข้ากับไวล์ลีจะไปที่เอดินเบิร์ก และเจ้าก็อยู่ช่วยแม่เย็บตุ๊กตาที่นี่" ข้าเงยมองพี่...ข้าเห็นรอยยิ้มอยู่ในดวงตาคู่นั้น รอยยิ้มของพี่ที่หาได้ยากเหลือเกิน



"แล้วซักวันนึง..พวกข้าจะมาพาเจ้าไปเรียนด้วยกัน"



 
 

2.


ผ่านไปหกปี และเชสก็ทำตามสัญญา พวกเขามาหาข้า บอกว่าจะพาข้าไปที่เอดินเบิร์ก


"เอดินเบิร์ก" ข้าทวนคำขณะมองพี่ๆที่ไม่ได้พบหน้ามานาน พวกเขาไม่ต่างจากเดิมนักนอกจากส่วนสูงและบางอย่างที่เปลี่ยนไป..บางอย่างที่ข้าไม่รู้ว่าคืออะไร


"ใช่ ถึงความจริงปีหน้าเชสก็จะจบแล้ว และปีต่อไปก็ตาข้า แต่ข้าว่ามันก็คงดีใช่ไหมที่เจ้าจะได้เจอกับอะไรใหม่ๆบ้างน่ะ" ไวล์ลีเท้าคางกับโต๊ะก่อนเอื้อมมือขยี้หัวข้าจนยุ่งเหยิง "พวกข้ารู้ว่าการที่พ่อกับแม่เก็บเจ้าอยู่แต่ในบ้านเพราะความเอาแต่ใจของสองคนนั้นมันก็คงไม่ช่วยอะไรเจ้าหรอก เป็นเด็กผู้ชายมันก็ต้องทำอะไรที่มันห่ามๆกันบ้างซักครั้งในชีวิตใช่ไหมละ"

ข้านั่งฟัง ก่อนหันไปมองเชสที่ยกกาแฟขึ้นจิบ พี่ชายพยักหน้าให้ข้า



"สัญญาเป็นสัญญา ข้าบอกแล้วว่าพวกข้าทำได้"


"พวกเขาให้ข้าไปเหรอ" ข้าสงสัย แต่หัวใจข้ากำลังเต้นแรง..แรงขึ้น และแรงขึ้น


"ให้ไม่ให้ พวกข้าก็หาเงินจ่ายให้เจ้าไปเรียนได้ก็แล้วกัน" ไวล์ลีเปลี่ยนท่านั่ง เขายักคิ้วให้ข้า "สิบห้าแล้วนะออริออน ถึงพวกเราควรวางตัวให้เหมือนหุ่นกระบอกที่มีไว้เพื่อตัดหัวคนตามรับสั่ง แต่เจ้าก็ควรจะหัดแสดงสีหน้าให้มากกว่านี้ อย่าเอาแต่หน้าตายเหมือนเชสไปหน่อยเล-... โอ๊ย! พี่!!"


เชสวางแก้วกาแฟลงกับโต๊ะ เขาไม่สนใจไวล์ลีที่ลูบหัวตัวเองปอยๆ


"แต่จำไว้นะออริออน"


ข้าเลิกคิ้วมองเขา


"เจ็ดปีที่นี่ก็เหมือนกับภาพลวงตา มันจะเหมือนเป็นเพียงแค่แค่ฝัน.." พี่ดูจริงจังขึ้นตอนที่พูดเรื่องนี้ "เจ้าอย่าวางตัวสนิทกับคนอื่นมากเกินไป และเจ้าก็ไม่ควรให้พวกเขาเข้ามายุ่งกับเจ้ามากเกินไปด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพราะตัวเจ้าเอง.. อนาคตไม่แน่นอน และ..."



"พวกเราอาจจะต้องฆ่าพวกเขาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าพวกเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดสาหัสในทริสทอร์" ข้าต่อประโยคนั้น เชสพยักหน้ารับก่อนจะบอกให้ไวล์ลีไปหยิบหนังสือปีหนึ่งมาให้ข้า


เมื่อไวล์ลีเดินออกไปแล้ว เชสก็ทิ้งตัวนั่งลงข้างข้า พี่เริ่มเล่า


"ปีแรกที่ข้าไป..ไม่มีใครไปกับข้าเลย พ่อทิ้งข้าด้วยซ้ำตอนที่รู้ว่าข้าผ่านการสอบ" แววตาของพี่นั้นอ่อนลง ข้ามองเห็นความรู้สึกมากมายในดวงตาคู่นั้น เป็นความรู้สึกที่หลากหลายเหลือเกิน "ข้าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านอกจากโรงแรมที่พ่อจองไว้ให้ ข้าควรจะไปเริ่มต้นซื้อของที่ตรงไหน ตอนนั้นมีคนเยอะมาก" แล้วพี่ก็กดเสียงต่ำลง เหมือนกำลังกระซิบ "แล้วก็มีคนกลุ่มนึงเดินมาหาข้า พวกเขาบอกเห็นข้าอยู่ตรงนี้มานานเลยคิดว่าข้าหลง สุดท้ายพวกเราก็ไปด้วยกัน"


"น่าเสียดายที่ตอนประกาศหอพวกเราแยกกันไปคนละทาง แต่เพราะแบบนั้น..หลังจากนั้นก็เลยมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย ข้าพยายามจะถอยออกห่างจากพวกเขา..แต่มันก็ค่อนข้างลำบาก"


พี่ยิ้มให้กับข้า "ถึงซักวันเจ้าจะกลับมาพบกับความเป็นจริง ถึงซักวันเจ้าจะกลับมาจับขวานอีกครั้ง แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก็ลองเรียนรู้และเข้าใจด้วยตัวเอง คำว่าเพื่อนที่เจ้าต้องการจะมีนักหนา และคำสอนที่พวกข้าคอยเตือนเจ้าเสมอ เรียนรู้มันด้วยตัวเอง กำหนดมันด้วยตัวเอง และเลือกมันด้วยตัวเอง.. ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญเสมอจริงไหม"


"และเพราะเจ้าเป็นน้องชายที่พวกข้ารักมากที่สุด พวกข้าจึงอยากจะเห็นเจ้ายิ้มได้กับทางที่เจ้าเป็นคนเลือกเอง"




 

3.


ตอนนี้รอบตัวของข้าเต็มไปด้วยผู้คน และผู้คนเหล่านี้ต่างก็เต็มไปด้วยชีวิต…


ที่นี่คือเอดินเบิร์ก สถานที่ที่ถูกเรียกว่าประเทศจำลอง..ที่ตั้งของโรงเรียนพระราชาอันแสนโด่งดัง

และเป็นที่ที่ข้าจะต้องอาศัยอยู่ต่อไปอีกเจ็ดปี...



ที่นี่ต่างจากบ้าน เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเหมือนเลยแม้แต่น้อย


คนที่นี่พลุกพล่านละลานตา การแต่งกายนั้นแตกต่างกันจนบางทีก็ดูแปลกประหลาด



แต่เพราะแบบนั้นข้าถึงได้สนใจ



ตอนนี้เชสกำลังต่อแถวเพื่อรอกรอกใบสมัคร ส่วนไวล์ลีนั้นนั่งอยู่ข้างข้า เขาไม่ได้ดูตื่นเต้นอะไร และไม่ได้ออกไปพบปะคนวัยเดียวกัน เขาทำแค่นั่งๆนอนๆอยู่ในเกวียน อ่านหนังสือ กินขนม แต่แล้วเขาก็หันมาให้ความสนใจกับข้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้


“ทำไมถึงเป็น ช่างทำตุ๊กตา” เขาถาม “เพชฌฆาตอย่างพวกข้าไม่ดีตรงไหน” ข้ารู้สึกว่าเขากำลังน้อยใจ


“ท่านแม่บอกให้ใช้” ข้าตอบสั้นๆ ยังคงมองโน่นนี่ไปเรื่อย รู้สึกทุกอย่างรอบตัวนั้นแปลกตาไปเสียหมด และพอข้าไม่ได้พูดอะไร ไวล์ลีก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ พวกเราต่างคนต่างเงียบก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนมาถามเขากลับบ้าง


“นี่.. พี่คิดว่าถ้าเป็นช่างทำตุ๊กตาแล้วข้าจะหาเพื่อนได้ไหม”


"เจ้ายังไม่เลิกคิดเรื่องนั้นอีกเหรอ" ไวล์ลีกลอกตา เขากลิ้งไปอีกทางก่อนจะหยุดอยู่ในท่าหันหลังให้ข้า "ไม่ว่าเชสจะพูดอะไรกับเจ้า ข้าไม่สนับสนุน"


"..ทำไม"


"เพราะเจ้าจิตใจอ่อนแอเกินไป ถ้ามีเพื่อนจริงๆ เจ้าต้องจับขวานไม่ได้แน่ๆ" คำพูดของไวล์ลีทำให้ข้านิ่งเงียบ "ไม่ใช่ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าเป็นช่างทำตุ๊กตาแบบท่านแม่..ถ้านั่นเป็นทางท