Title: เสียงเพรียกแห่งกาลเวลา

Author: Movivin
Warning: ---

Date : 14/4/58

Notes: ฟิค(ยาว)จากเกมดาบ Touken Ranbu ครับผม หากมีคำผิด/ข้อผิดพลาด/ข้ามูลผิดพลาดประการใดก็ช่วยชี้แนะกันด้วยนะครับ


+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +


Ch.00 : Intro



"ได้โปรดช่วยโลกใบนี้ด้วย ประวัติศาสตร์กำลังจะถูกบิดเบือน มีเพียงแค่เจ้าเท่านั้นที่เป็นสายเลือดทางตรงคนสุดท้ายของผู้ที่สามารถปลุกจิตวิญญาณแห่งสิ่งต่างๆให้มีชีวิตขึ้นมา"


"ได้โปรดช่วยด้วย..หากไม่เช่นนั้นแล้วโลกใบนี้ก็จะ...."



  คอนโนสุเกะจำได้ดีว่าตัวมันได้วอนขอเช่นนี้ผ่านกาลเวลาและความฝันถึงผู้สืบสายเลือดสุดท้ายแห่งซานิวะมาตลอด แต่คำตอบรับก็ไม่เคยมีกลับมา ราวกับว่าเกราะกำบังที่เรียกว่ายุคสมัยจะตัดแบ่งตำนานและคำกล่าวขานให้ขาดออกจากเทคโนโลยีและความก้าวหน้า ตัดแบ่งความเชื่อออกจากวิทยาศาสตร์ ตัดแบ่งทุกสิ่งทุกอย่างให้ขาดสะบั้นออกจากกัน



  "ได้โปรด หากไม่ทำเช่นนั้น.. หากไม่ทำเช่นนั้นละก็.."



  รุ่นต่อรุ่น มันวอนขอ ร้องขอ แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดสดับฟัง มนุษย์สองขาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ไวราวก้าวกระโดดได้พบเจอสิ่งที่มากมายกว่าที่เหล่าคนบนฟ้าและใต้พิภพจะทันได้คาดคิด ผ่านทั้งทุกข์ ผ่านทั้งสุข  การเกิดและตาย กระทั่งสงครามการสูญเสีย ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่ ลบทิ้งไปและกู้กลับคืนอีกครั้ง ประเทศที่ถูกปิดไว้ในกรงเหล็กได้ถูกไขกุญแจเปิดให้พบโลกที่กว้างกว่าที่พวกเขาเคยประสบ ให้พบกับความเจริญที่ผลักดันพวกเขาให้หลุดออกจากอ้อมอกของเหล่าเทพและเทพี


  และนั่นก็ยิ่งทำให้ความเชื่อลึกๆในหัวใจก็จางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นทะเลที่ซึมซัดผ่านปราสาททราย มนุษย์มีเพียงมนุษย์ และโลกในนี้มีแค่หนึ่งไม่ใช่สาม



  คอนโนสุเกะยังคงจำได้ดีถึงสมัยที่มนุษย์ยังเคารพในเทพเจ้า วันที่ปีศาจยังเดินขวักไขว่อยู่ในตัวเมือง วันที่มนุษย์ต่างหวาดกลัวต่อทุกสิ่ง และวันที่พวกเขาเริ่มต้นจับอาวุธเข้าปกป้องสิ่งสำคัญ


  ภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่เหมือนความฝัน มันเลือนลาง เจือจางเหมือนน้ำหมึกที่ถูกหยดลงในอ่างน้ำ



  แต่ในเวลานี้ -- ยุคสมัยนี้ -- เทพเจ้านั้นได้เบือนหน้าจากไปแล้ว เหล่าภูตพรายก็อ่อนพลังลงไปมาก แม้แต่บรรดาปีศาจต่างก็ต้องเร้นกายหลบซ่อนตัวอยู่ตามเงามืดของซอกตึก พวกมันมีชีวิตและคงตัวตนอยู่ได้ด้วยความเชื่อ ถึงบางจำพวกจะเกิดจากความบิดเบี้ยวของจิตใจ แต่หากผู้คนไม่เชื่อมั่น ตัวตนของพวกมันก็ไม่ต่างอะไรกับควันบุหรี่ที่จางหายไปอย่างรวดเร็วในอากาศ


  หายไปไม่เว้นแม้แต่เงา


  ในสมัยนี้ไม่มีใครอีกแล้วที่เชื่อว่าใต้บาดาลนั้นมีปราสาทของเทพมังกร ไม่มีใครเชื่ออีกแล้วถึงเทพีแห่งโชคลาภที่แฝงตัวอยู่ตามบ้านเรือน ผู้คนปล่อยมลภาวะทำลายแม่น้ำ ทำลายท้องฟ้าด้วยควันพิษ และทำลายสิ่งมากมายที่ธรรมชาติถือกำเนิดมาราวกับจนเป็นเทพเจ้าเสียเอง


  พวกเขาฆ่าภูตแห่งป่า ล่ามังกรแห่งสายฝน และสังหารแม้กระทั่งสัตว์เทพทั้งสี่ทิศ


  พวกเขาตัดคอกิเลน ด่าทอพระเจ้า บดขยี้อสูรร้าย เฉือนเนื้อพยัคฆ์ขาว และถอนขนวิหคเพลิง


  พวกเขาทิ้งศพของเต่าดำลงในแม่น้ำ และโยนมังกรฟ้าขึ้นเตาไฟ


  พวกเขากระทำ...ด้วยเพราะมองไม่เห็น เพราะไม่เชื่อมั่น


  ดวงตาพวกเขามืดบอด ถูกปิดบังไว้ด้วยหัวใจที่ถูกปิดตาย ตาที่สามและสัญชาตญาณถูกลบหายไปจนหมด


  จนแทบไม่เหลืออีกแล้ว ถึงสิ่งที่เทพเจ้าเคยรัก รักด้วยใจจริง จากก้นบึ้งของหัวใจ



  เพราะแบบนั้นเทพบางส่วนถึงได้ทนไม่ได้ พวกเขารับไม่ไหวอีกต่อไป แม้ว่าเอาตามความจริงแล้วจะไม่มีใครทนกับมันมานานแล้ว แต่พวกเขาเหล่านั้นก็เลือกที่จะหันหลังให้กับมัน


  พวกเขามองผ่านเกาะเล็กๆที่ครั้งหนึ่งเคยถูกสร้างขึ้นมาโดยสองเทพผู้เป็นใหญ่ เทพอิซานางิและเทพธิดาอิซานามิ


  พวกเขามองผ่าน "โอโนะโกโระ" ที่ถือกำเนิดจากเศษโคลนที่หยดลงจากปลายหอกอาเมโนนุโฮโคะยามสองเทพและเทพีใช้หอกเล่มนั้นกวนน้ำทะเล


  พวกเขามองผ่านหมู่เกาะที่ครั้งนึงเหล่าเทพได้เอ่ยว่ามันคือหมู่เกาะอันสวยงามที่สุดเท่าที่พวกเขาจะรู้จักมา


  พวกเขามองผ่านสถานที่ที่ตนถือกำเนิด มองผ่านไปหมดทุกสิ่ง



  เพราะครั้งนึงมันเคยเป็นสิ่งที่พวกเขารักมาก มากยิ่งกว่าของล้ำค่าใดๆบนโลกทั้งสามมารวมกัน พวกเขาจึงเลือกจะมองผ่านมากกว่าจะกวาดล้างและทำลาย ปล่อยให้มันตายด้วยตัวของมัน ปล่อยให้มันถูกทำลายลงช้าๆจากน้ำมือของตัวมันเอง


  แต่ก็ใช่ว่าเทพทุกองค์จะคิดเช่นนั้น เทพบางส่วนทนไม่ได้ พวกเขารับไม่ได้ในสิ่งเหล่านี้ พวกเขารับไม่ได้ที่สิ่งที่เลี้ยงดูและเฝ้าฟูมฟักมาเป็นร้อยเป็นพันปีจะถูกลบทิ้งจากหัวใจของมนุษย์เหล่านั้นได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ พวกเขาเฝ้าฝันถึงอดีตที่ผ่านเลยไป พวกเขาเฝ้ารอจนรู้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยเหล่านั้นจะไม่มีวันเดินกลับมาหา จนในที่สุด ความคิดหนึ่งก็ผุดเข้ามา



  'หากเราไม่อาจทำให้โลกนี้กลับมาเหมือนเมื่ออดีตกาล แล้วเหตุใดเราถึงไม่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ แก้ไขให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็นเล่า?'



  หากกำจัดผู้ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงทิ้งเสีย


  หากกำจัดสิ่งที่จะทำให้ผู้คนปรับเปลี่ยนความเชื่อทิ้งเสีย


  หากบิดเบือนสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์เสียให้หมดแล้วละก็...


  หากทำเช่นนั้นแล้ว....


  อะไรจะเกิดขึ้นกันนะ?


  พวกเขาก็อาจจะเดินกลับมาหา มาเฝ้าวอนขอต่อเหล่าเทพเจ้าอีกครั้งก็เป็นได้



  และนั่นเองคือสิ่งคำที่ทำให้ความปั่นป่วนถือกำเนิด ทำให้สมดุลที่เคยเสมอนั้นเอียงกระเท่เร่จนเทพอีกส่วนหนึ่งทนกับความเอาแต่ใจนั้นไม่ได้ แต่พวกเขาก็ไม่มีอำนาจพอจะแทรกแซงเกมที่ใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นกระดานหมากนี้ได้ -- หรือพูดให้ถูกคือ -- พวกเขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าแทรกแซงเกาะแห่งนั้นอีก แต่ก็ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ถูกเบือนบิดไปมากกว่านี้ด้วยเช่นกัน


  เพราะอย่างนั้นแล้ว "คอนโนสุเกะ" ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตุ๊กตาดินปั้นจึงถูกทำให้มีชีวิต "ตำหนัก" ที่ถูกเนรมิตขึ้นมาให้สามารถเชื่อมต่อกับประตูแห่งกาลเวลาได้จึงถูกสร้างขึ้นตามมา


  เพื่อให้มนุษย์เป็นผู้ปกป้องมนุษย์ ปกป้องประวัติศาสตร์


  และเพื่อให้หมากอีกฟากของกระดานถูกจัดวางและเติมเต็ม


  เพื่อการนั้นแล้ว คอนโนสุเกะจึงต้องตามหาผู้ที่จะได้ยินเสียง ผู้ที่ยังคงมีพลัง ผู้ที่ครั้งหนึ่งนั้นเคยสืบสายเลือดของมิโกะที่ได้รับความสามารถจากสวรรค์ให้มารับหน้าที่นี้



  และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่เขาเฝ้าเรียกร้อง และรอคอย


  แต่ก็ไม่มีใครเลย...ที่ยื่นมือเข้าหามัน


  ไม่มีใครเลยที่ได้ยินเสียงอ้อนวอนจากเสี้ยวนึงของกาลเวลา


  ไม่มีใครเลย...



  "ได้โปรดเถอะ... หากอยากให้ประเทศนี้ยังคงอยู่แล้วล่ะก็..."


  "หากอยากให้คนที่พวกเจ้ารักยังคงอยู่แล้วละก็..."



  เสียงร้องเรียกนั้นแห้งแหบ


  ความหวังนั้นริบหรี่


  ลดถอยลง


  ถอยลงไปทุกที


  ทุกที










  'เรย์กะ เธอได้ยินเสียงอะไรรึเปล่า'





  หูเล็กๆนั่นขยับไหว ในเวลาที่เกือบจะเรียกได้ว่าสิ้นแล้วซึ่งความหวัง


  เหมือนมีแสงสว่างเล็กๆถูกจุดขึ้นมาในความมืดมิด


  คอนโนะสุเกะเงยหน้ามองผ่านบานกระจก มองไปยังร่างทั้งสองที่ยืนอยู่หน้าศาลเจ้า



  '..เอ๊ะ เรย์โตะก็ได้ยินเหรอคะ'


  'เธอก็ได้ยินเหรอ...'



  นี่แหละ...



  'ค่ะ เรย์กะก็ได้ยินเหมือนที่เรย์โตะได้ยินนั่นแหละค่ะ ร..หรือว่าจะเป็น....'


  'ผีไม่มีจริงหรอกนา แล้วตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ด้วย รีบไปกันเถอะ พวกเราต้องรีบไปสถานี ปล่อยให้คนอื่นรอมันไม่ดีเท่าไหร่'


  'ค่ะ งั้นไปกันเถอะค่ะ'



  นี่แหละ…!!



  ดวงตาของเจ้าจิ้งจอกเป็นประกายวาว มองมองร่างสองร่างที่ก้าวออกจากศาลเจ้าด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น ถึงแม้สองคนนั้นจะได้ยินแค่เสียงแผ่วเบา แต่พวกเขาก็ได้ยินเสียงของมัน


  ผู้สืบทอดสายเลือดแห่งซานิวะรุ่นสุดท้าย...


  ในที่สุด ข้าก็พบกับพวกเจ้าแล้ว…








[TBC.]



+ + + + + + + + + + + + + + + 

เฮฮาสาระ: (ข้อมูลต่างๆ รวมถึงแหล่งที่มาจะถูกรวมอยู่ในนี้นะครับ)
https://docs.google.com/document/d/1p2u1jO5T-3u1JqixGrBS1yjpWPegrz2cGqcixcYf4YE/edit
 

Comment

Comment:

Tweet