[EXPIV : Bonus Event] ข้าคือ..

posted on 30 Jan 2015 21:25 by darkodin in Fiction
 

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู

logosm

 

++---------------------------------------------------------------------------------------------++

 
 

Bonus Event : I am

 Words : 2,320

 
 
 
 

  ในชีวิตคนเรานั้นมีเรื่องตลกร้ายอยู่มากมาย บางคนเป็นสิบ บางคนเป็นร้อย บางคนอาจจะมากกว่านั้น บางคนอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่ามี และบางคนอาจจะละอายเกินกว่าจะกล้าบอกใคร แต่ไม่ว่าใครที่ข้าได้พบเจอ ทุกคนต่างก็มีเรื่องตลกร้ายของตัวเองกันทั้งนั้น แน่นอนว่าตัวข้าเองก็มีเรื่องตลกร้ายในชีวิตอยู่มากมายเกินกว่าจะนับไหว แต่เรื่องที่ข้าจำได้แม่นที่สุดเห็นจะมีอยู่ไม่ถึงห้าเรื่องเสียกระมั้ง อย่างไรก็ตาม ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังดูก็แล้วกัน..


  แต่ก่อนหน้านั้น ข้าควรที่จะแนะนำตัวเสียก่อนใช่หรือไม่?



  นามของข้า คือ โรเซน

 

  โรเซน เอียรี

 

  ปัจจุบันอายุยี่สิบสี่ เกิดและโตที่ฟินเชอรี บนเกาะเล็กๆใกล้กับริเบโร่ พอร์ต

 

  ข้าเกิดในคืนวันที่ยี่สิบเอ็ดมีนาคมในต้นฤดูใบไม้ผลิ เป็นคืนที่ท้องทะเลเงียบสงบไร้คลื่นลม หากแต่อากาศกลับหนาวเย็นบาดลึกไปถึงหัวใจ และเพราะอย่างนั้นเหล่าชาวทะเลทั้งหลายจึงยอมละจากอ้อมกอดแห่งสายลมของมหาสมุทรกลับขึ้นมาพักผ่อนในบ้านหลังน้อยของพวกเขา เช่นเดียวกับบิดาของข้า


  เรื่องเหล่านี้ข้าจำไม่ค่อยได้นัก แต่ผู้ที่เล่าให้ข้าฟังก็คือบิดาของข้า เพราะอย่างนั้นข้าจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ถูกตอกไข่ใส่สีหรือปรุงแต่งใดๆ และใช่ ในคือที่อากาศหนาวบาดไปถึงหัวใจ ตัวข้ากลับนอนหลับสนิทในอ้อมกอดของสตรีที่มีนามว่ามิเรียม


  พ่อเล่าว่าตัวข้านั้นเล็กและบอบบางไม่ต่างอะไรกับลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่ ดวงตายังคงปิดสนิท เรือผมยังขึ้นไม่เต็มที่ แต่กลับนอนได้นอนดีในคืนที่แม้แต่ตัวพ่อยังข่มตานอนหลับไม่ลงจึงได้นั่งเติมไฟเตาผิงให้ข้าและมารดาไปตลอดทั้งคืน


  ชีวิตที่ควรจะสงบนั้นเริ่มถูกกระเทาะจากการที่มารดาข้าทรุดตัวลงหลังจากให้กำเนิดข้าได้ไม่นาน และหลังจากนั้นก็จากไป ทิ้งข้าไว้กับพ่อ..ทิ้งให้พ่อเลี้ยงดูข้า เพื่อให้ทะเลได้พรากเขาไปจากข้า และพรากไปแม้กระทั่งคนที่ข้าเห็นว่าเป็นน้องชาย

 

   หลังจากเสียพ่อข้าก็ได้ไปอยู่กับชายคนนึง..เขาและลูกชายต้องรับข้าไว้ให้เป็นคนในครอบครัว ก่อนที่พวกเขาจะบอกลาข้าเพื่อออกไปหาปลาในทะเล และก็หายไปกับพายุร้าย...และไม่กลับมา


  นั่นเป็นครั้งที่สองที่ข้าเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป ครอบครัวที่สองของข้า...พวกเขาหายไปในทะเล ทะเลได้กลืนกินพวกเขาไป อาจจะเป็นโจรสลัด หรืออาจจะเป็นพายุใหญ่ที่หอบเอาพวกเขาหายไปเหมือนกับพ่อของข้า แต่ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ความจริงที่พวกเขาไม่กลับมาก็ไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี


  แต่ครั้งนี้ข้าใช้ชีวิตที่ต่างออกไปจากเดิม ข้าไม่ได้ร้องไห้และไม่ได้ยืนรอเหมือนคนบ้าอยู่ที่ท่าเรืออีกแล้ว ข้าเพียงแค่มานั่งรอในตอนเช้า และกลับไปในตอนเย็น นอนในบ้านที่ว่างเปล่าหลังนั้นบนเตียงที่เย็นเฉียบ เสียงที่ข้าได้ยินมีเพียงเสียงของคลื่นลมที่มาจากไม่ใกล้ไม่ไกลเหมือนกับว่ามันพยายามที่จะกระซิบบอกบางอย่างกับข้า


  อะไรบางอย่างที่ข้าฟังไม่เข้าใจ เหมือนเสียงกระซิบกระซาบในตอนรุ่งสางที่ข้าไม่เคยคิดที่จะทำความเข้าใจมัน


  “เด็กนั่นมารออยู่ที่นั่นเป็นวันที่ห้าแล้วนะ”

 

  “เมื่อสี่ปีก่อนเด็กนั่นก็ยืนอยู่ตรงนั้นสามวันใช่ไหม”

 

  “รู้ว่าจะไม่มีใครกลับมาแท้ๆ แต่ก็ยังรออยู่อีกอย่างนั้นเหรอ”


  “น่าสงสารจริงๆเลยนะ”


  คำพูดเหล่านั้นทั้งสงสารและสงเวช แต่มันก็เป็นคำหนึ่งๆที่ไหลผ่านหูของข้าไปเช่นนั้น ในขณะที่ข้าพยายามจะเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบของคลื่นที่ซัดสาด เสียงเหล่านั้นเด่นชัดยิ่งกว่าเสียงของผู้คนด้วยกันเสียอีก



  ก็อย่างที่ว่า เรื่องตลกร้ายนั้นมีมากมาย..มากมายเกินกว่าที่ข้าจะเล่าถึงทั้งหมด แต่หากจะให้พูดถึงอีกเรื่องที่ข้าเห็นว่าร้ายไม่แพ้กัน ก็คงเป็นในยามที่ข้าได้อยู่บนเรือสินค้านามว่า ‘Lachesis’ บ้านหลังที่สามที่ข้าเคยเรียกมันอย่างเต็มปากว่าบ้านด้วยความภาคภูมิใจทั้งหมดที่ข้ามี



  ใช่…บ้านหลังที่สามของข้า



  ย้อนมองกลับไปในวันนั้น ตัวข้าในเวลานั้นยังคงเยาว์วัย อายุเพียงสิบสี่เมื่อตกลงใจจะจากผืนแผ่นดินไปขึ้นติดไปกับเรือสินค้า แต่จะว่าเป็นเด็กก็ไม่เชิงว่าใช่ ตัวข้าในตอนนั้นถือว่าอายุมากพอจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวแล้วด้วยซ้ำแต่ถึงกระนั้นข้าก็ยอมที่จะก้าวขาขึ้นเรือสินค้าตามคำเชิญชวนของพ่อค้าผู้หนึ่งที่เป็นอดีตคนรู้จักของพ่ออยู่ดี


  ข้าไม่ได้หวาดกลัวต่อสิ่งที่ต้องเผชิญในอนาคต ข้าเพียงแค่อยากที่จะหลีกหนีความทรงจำบางส่วนที่ข้าไม่ต้องการที่จะจดจำ อยากจะทอดทิ้งความรู้สึกที่ข้าไม่ต้องการจะจมอยู่กับมัน สุดท้ายข้าถึงตอบรับคำเชื้อเชิญนั้น


  แต่เพราะว่าข้ายังคงเด็กเกินไปสำหรับเรือลำนั้น ถึงจะรู้ดีว่าดูแลตัวเองได้และจะไม่ทำให้ใครต่อใครต้องลำบาก แต่ถึงกระนั้นข้าก็ได้ถูกส่งต่อให้กับชายผู้หนึ่งที่อายุน่าจะมากกว่าข้าอยู่ห้าหกปี และถือว่าเด็กที่สุดในเรือลำนี้หากไม่นับข้ารวมเข้าไปด้วย นามของเขาที่บอกให้ข้าเรียกขานคือ ‘อาเรฟ’


  พี่อาเรฟเป็นชายหนุ่มแปลกหน้าที่ขอขึ้นมากับเรือลำนี้เมื่อสองปีก่อน ไม่มีใครรู้ว่าบ้านเกิดที่แท้จริงของเขามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าชื่อจริงของเขาคืออะไรเช่นกัน แต่คงเพราะพี่อาเรฟเป็นคนที่เหมือนมีแรงดึงดูด ถึงจะชอบกวนประสาท ขี้เล่น และชอบแกล้ง แต่พี่อาเรฟก็เป็นเหมือนกับพระอาทิตย์ของคนหลายคน รวมไปถึงตัวของข้าในเวลานั้น...และอาจรวมมาถึงในตอนนี้ ทั้งที่มันผ่านมานานหลายปี


  ตัวของพี่นั้นข้ายังคงจำได้ชัดเจนยิ่งกว่าอะไร เรือนผมสีทองเหมือนแสงตะวัน ดวงตาสีเดียวกับท้องฟ้าที่ใสเป็นประกาย แต่รูปร่างกลับสูงใหญ่และมีผิวสีเข้มเหมือนกับชาวดันเตเลียนทำให้สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น นอกจากนั้นสิ่งที่จะขาดไม่ได้บนใบหน้าของชายผู้นี้ก็คือรอยยิ้มที่ฉีกกว้างออกเหมือนกับว่าความสุขหลากหลายกำลังหมุนรอบตัวของเขาต่างจากคนอื่นๆที่ต้องไล่คว้าหาความสุขด้วยตัวของตัวเอง แต่กลับพี่แล้ว...เหมือนกับว่ามันไม่จำเป็น


  และก็เป็นพี่อาเรฟอีกเช่นกันที่เป็นคนบอกข้าในวันที่ขึ้นเรือว่าจะเป็นครอบครัวให้กับข้า จะเป็นพี่ชายให้กับข้า จะเป็นอาจารย์ และเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง


  “เจ้าคือโรเซน เอียรึ ใช่ไหม? กัปตันบอกให้ข้ามาดูแลเจ้าน่ะ”

 

  “ข้าชื่ออาเรฟ ส่วนนั่นเพื่อนข้าเองชื่อเปโตร มันไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะ”

 

  “นับจากวันนี้ไป พวกเราคือครอบครัวของเจ้านะโรเซน ข้าจะเป็นพี่ชายให้เจ้าเอง”

 

  “นี่...มาอยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ เจ้าหนู”

 

  นั่นเป็นครั้งแรก...ที่ข้าได้รู้ว่าพระอาทิตย์นั้นเป็นยังไง บาดตามากแค่ไหน..และทอประกายได้เจิดจ้ามากถึงเพียงไรและแน่นอน...ได้รับรู้ในตอนสุดท้ายว่าเปลวเพลิงที่แผดเผานั้น..เจ็บปวดได้ถึงเพียงไร



  แต่ตัวข้าในตอนนั้นเชื่อพี่ชายคนนี้สุดหัวใจจนยอมที่จะหยุดกำแพงในใจของตัวข้าไว้และจับมือกับเขา


  ยอมเชื่อ...และไว้ใจ



  กว่าเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกันบนเรือสินค้า พี่อาเรฟสอนข้ามากมาย ทั้งการปีนเชือก ขึงใบเรือ ทั้งการซ่อมแซมและดูทิศทางลม คอยสอนให้ดูแผนที่ ให้อ่านให้เขียน เป็นคนที่ฉุดข้าให้ออกมาพบกับแสงสว่างอีกครั้ง และเป็นคนที่ผลักข้าให้จมลึกลงไปในโลกที่มืดบอดยิ่งไปกว่าเดิม


  ทั้งเรื่องซ่อง เรื่องสุรา การโกหก และการเสแสร้ง พี่อาเรฟสั่งสอนข้าทีละน้อยทุกวันด้วยรอยยิ้มที่เป็นราวกับคำปลอบโยน หากข้าปฏิเสธพี่ก็จะหยุด ก่อนจะเริ่มโน้มน้าวข้าทีละน้อยด้วยเหตุและผลที่ข้าไม่อาจจะปิดหูไม่ให้เชื่อฟัง ในเวลานั้นตัวข้าเหมือนถูกปิดตาไว้ด้วยมือที่มองไม่เห็นและจูงให้ก้าวต่อไปในความมืด ข้าที่เชื่อฟังคำเหล่านั้นไม่เคยคิดจะเปิดตาขึ้นมองสีที่อาบย้อมข้าเลยแม้ซักนิด


  เพราะข้านั้นเต็มใจ..และเชื่อมั่นในตัวของเขายิ่งกว่าใคร


  ทั้งการพนัน การชกต่อย การจับอาวุธ และการลักขโมย พี่ค่อยๆสอนข้าทีละน้อยทีละนิด จากในตอนแรกที่ข้าระแวงและค่อนข้างจะถอยห่าง หลังๆกลับอ่อนลู่และถูกหลอมตามคำสั่งสอนเหล่านั้นไป “เพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผิด” “เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็น” มันไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันก็..ไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทั้งหมดในคราเดียว


  และแน่นอน


  พี่สอนให้ข้ารู้จักฆ่าคนเป็นครั้งแรก


  ถึงจะเป็นสถานการณ์ที่บีบบังคับ แต่ข้าที่อายุเพียงแค่สิบเจ็ดและทำมากสุดแค่ชกต่อยนั้นทำอะไรแทบไม่ถูก จำได้เพียงแค่ว่ามือของข้านั้นชื้นเหงื่อ และจำได้ดีถึงสัมผัสหนักๆที่กดลงมาบนแผ่นหลัง กลายเป็นหนึ่งในเรื่องตลกร้ายที่ยังจำได้แม่นถึงตอนนี้


  ถึงจะเป็นแค่เรื่องเรื่องหนึ่งในบรรดาเรื่องมากมาย แต่ข้าก็ยังจำได้ดีว่าเมื่อครั้งหนึ่งนั้นสองมือของข้าเคยชโลมอาบด้วยสีแดงฉานจากร่างของเหล่าโจรสลัดผู้ต้องการจะทำลายครอบครัวที่สามของข้า เพราะเช่นนั้นแล้วในยามที่ข้ายังเป็นหนึ่งในผู้คนบนเรือสินค้า ในยามที่ข้าเริ่มด้านชาต่อคำวิงวอนและด่าทอ ข้าถึงไม่เคยใจอ่อนต่อเสียงสั่นเครือและสายตาที่มองมาเหล่านั้นเลย


  เพราะข้าต้องการที่จะปกป้องครอบครัวของข้า


  และเพราะพี่บอกข้าว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นถูกต้องแล้ว ข้าถึงได้ไม่เคยตั้งคำถาม ข้าถึงได้ไม่คิดจะสงสาร


  แต่ในเวลานี้เรื่องทั้งหลายกลับตาลปัดจนน่าหัวเราะ


  เพราะบัดนี้นั้นตัวข้ากลับได้ถูกยอมด้วยสีชาดของเหล่าพ่อค้าและลูกเรือด้วยกันเองทั้งนั้น


  ข้าลงมือกับสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเห็นว่าเป็นพวกพ้อง พอมองกลับไปแล้วก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสุดท้ายแล้วตัวข้าจะได้มาใช้ชีวิตอยู่บนเรือสามกระโดงสีดำด้านที่มีชื่อเรียกว่าบลูไวเปอร์แบบนี้ได้ แต่สิ่งที่เกิดไปแล้วก็ไม่มีวันถอยกลับหลังได้อีก เพราะขอบผาที่ข้ายืนอยู่นั้นไม่มีเส้นทางอื่นให้เลือกที่จะก้าวเดิน..พูดให้ถูกคือเป็นตัวข้าเองที่ตัดสะพานเชือก -- หนทางสุดท้ายที่จะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมทิ้งไป


  ข้าทอดทิ้งตัวตนของข้า


  ข้าเอื้อมมือจับมือที่ถูกยื่นมาให้


  ข้าคุกเข่าลงต่อหน้าอสรพิษร้ายแห่งท้องทะเล และเอ่ยกล่าวคำสาบานด้วยหัวใจ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของตัวข้า


  "..ชีวิตข้าจะเป็นของท่าน จนกว่าจะถึงวันที่ลมหายใจสุดท้ายข้าหมดลง"


  ทอดทิ้งแสงตะวันที่แดงฉาน และก้าวมาสู่เส้นทางนี้อย่างเต็มตัว



  “บลูไวเปอร์” เป็นชื่อของเรือลำนี้ เป็นโจรสลัดผู้ครอบครองน่านน้ำแห่งฟินเชอรี น่านน้ำบ้านเกิดของข้า..แต่ถึงกระนั้นข้าก็ไม่เคยได้พบพานเรือลำนี้เพราะเรือสินค้าอย่างพวกข้าควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อาจจะทำให้เสียหายทั้งสินค้าและชีวิต จนกระทั้งในวันนั้นที่บ้านของข้าพังทลาย เรือลำนี้จึงกลายเป็นบ้านหลังที่สี่ของข้า


  บ้านที่ทำให้ข้ายอมก้าวต่อไปอีกครั้ง และยอมให้ข้าคิดที่จะลองพนันกับเรื่องตลกที่แสนร้ายกาจ


  พนันกับอนาคต พนันกับตัวเอง



  มันอาจจะเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องตลกร้ายที่กลายเป็นโชคดีของข้า ทั้งที่เสียทุกสิ่งทุกอย่างไป เสียแล้วก็เสียอีกครั้ง เสียจนไม่เหลืออะไรนอกจากชีวิต และก็มักจะได้สิ่งใหม่เข้ามา...สิ่งใหม่ที่สำคาญมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้รัก ให้ผูกพันธ์..ให้ในตอนสุดท้ายตัวข้านั้นต้องเจ็บปวดจนแทบจะต้องหลั่งน้ำตา


  แต่ถึงอย่างนั้นทางนี้ก็เป็นเส้นทางที่ข้าได้เลือกแล้ว


  เส้นทางสุดท้ายของตัวข้า…


  กับอนาคตที่ยังไม่อาจคาดเดา

 

 

.....

 


Comment

Comment:

Tweet